MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โครงการ "สรุปเข้มฯ " ครั้งที่ ๖ ติวฟรี รับเอกสารฟรี ศูนย์การค้า JJMALL จตุจักร

โครงการ “สรุปเข้มฯ ” ครั้งที่ ๖ ติวฟรี รับเอกสารฟรี
  ติดต่อ สถานีวิทยุจุฬาฯ โทร. ๐๒-๒๑๘-๓๙๗๐
  วันเวลา ๑๖-๑๗, ๒๓-๒๔, ๓๐-๓๑ มกราคม ๒๕๕๓
  สถานที่ ศูนย์การค้า JJMALL จตุจักร
  เว็บไซต์ http://www.curadio.chula.ac.th


--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อันดามันอาดูรรำลึก5ปีสินามิแผ่นดินไหวซ้ำ | ไทยโพสต์

อันดามันอาดูรรำลึก5ปีสินามิแผ่นดินไหวซ้ำ | ไทยโพสต์

อันดามันอาดูรรำลึก5ปีสินามิแผ่นดินไหวซ้ำ


"มาร์ค" ปราศรัยส่งสารวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติในวันครบรอบ 5 ปีเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ ที่ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันตกเป็นเหยื่อสังเวยไปกว่า 5,300 ศพ สูญหายอีกกว่า 4,499 ราย โดยทุกจังหวัดจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและรำลึกถึงเหตุการณ์โหดพร้อมกันกับ อินโดนีเซียและศรีลังกา ขณะที่เกิดแผ่นดินไหวในรัฐเอกราชซามัว 5.5 ริกเตอร์ ตรงกับพิบัติภัยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

วันที่ 26 ธันวาคม 2552 เป็นวันครบรอบ 5 ปีของเหตุการณ์ธรณีพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามัน ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลได้มีมติกำหนดให้เป็นวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยจึงใช้โอกาสรณรงค์ให้ประชาชนสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความ ปลอดภัย และให้ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสารและกล่าวปราศรัยโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดโศกนาฏกรรมธรณีพิบัติภัยสึนามิครั้งใหญ่ในหลายประเทศ รวมทั้ง 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันของไทย ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติเสียชีวิตมากกว่า 5,300 ราย และที่น่าเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่งก็คือในจำนวนนี้มีคุณพุ่ม เจนเซ่น โอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย รัฐบาลไทยจึงกำหนดให้วันที่ 26 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พิบัติภัยต่างๆ มีทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและจากความบกพร่องของมนุษย์ และโรคอุบัติใหม่ร้ายแรงต่างๆ แต่จากการศึกษาพบว่าคนเป็นผู้ก่อให้เกิดอุบัติภัยสูงมากถึงร้อยละ 90 การสูญเสียคิดเป็นมูลค่ามหาศาล การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็ก และทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้ความสำคัญ และขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยตั้งจิตมั่นที่จะร่วมกันสร้างความสำนึกในการ ป้องกันอุบัติภัย พร้อมอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดลบันดาลประทานพรให้พี่น้องชาวไทยประสบแต่ความสุขความเจริญ แคล้วคลาดจากพิบัติทั้งปวงตลอดไป

ทั้งนี้ เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์แผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 9 ริกเตอร์ บริเวณเหนือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์พัดถล่มประเทศต่างๆ รอบมหาสมุทรอินเดีย 7 ประเทศ มีผู้เสียชีวิตกว่า 228,000 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก ส่วนประเทศไทยได้รับผลกระทบ 6 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรังและสตูล มียอดผู้เสียชีวิตกว่า 5,300 คน และอีกกว่า 4,499 คนยังหายสาบสูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันครบรอบ 5 ปีของการเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ใน 6 จังหวัดได้จัดพิธีรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตอย่างพร้อมเพรียงกัน โดย จ.กระบี่ ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 700 ราย นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าฯ ได้เป็นประธานทำบุญอุทิศส่วนกุศล 4 ศาสนา มีบรรดาญาติร่วมงานกว่า 100 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าสลด จากนั้นได้มีการอ่านสารของนายกรัฐมนตรีและยืนสงบนิ่ง 1 นาทีเป็นการไว้อาลัย แล้วร่วมกันวางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานสึนามิใต้น้ำลึก 20 เมตร ห่างจากท่าเรือเกาะพีพีประมาณ 800 เมตร จากนั้นเวลา 09.00 น.ก็มีการจัดงานรำลึกที่ถนนคนเดิน ให้ผู้ร่วมงานวาดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนผ้ายาว 99 เมตร

ที่ จ.ภูเก็ต มีการประกอบพิธีทางศาสนาอย่างเรียบง่าย เพื่ออุทิศส่วนกุศลและไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต โดยนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองป่าตอง กล่าวว่า ได้รับผิดชอบพิธีทางศาสนาในช่วงเช้าที่ชายหาดป่าตอง ส่วนช่วงเย็น อบจ.ภูเก็ต จะรับผิดชอบงานภายใต้ชื่อ Light Up Phuket จะมีการจุดเทียนแล้วปักลงในหลุมตลอดแนวชายหาดเพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตและ ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานได้ไว้อาลัย ขณะที่ผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารตรวจสอบเอกลักษณ์ได้ยังคงหลงเหลืออยู่อีก หลายร้อยคน แม้ว่าเวลาจะผ่านไป 5 ปีแล้วก็ตาม

ที่ จ.ระนอง นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานจัดงานที่บริเวณอนุสรณ์สถานความสูญเสียจากภัยสึนามิ ศูนย์วิจัยชายฝั่งอันดามัน ต.กำพวน อ.สุขสำราญ เริ่มจากทำบุญตักบาตร พร้อมยืนไว้อาลัยพร้อมเปิดไซเรนและวางดอกไม้รำลึกเหตุการณ์

นายอำพล คลองยวน อายุ 62 ปี กล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของชาวบ้านทุกคน ยังหวาดกลัวต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น บ้านทับเหนือ จะตื่นตัวรับฟังข่าวสาร ส่วนใหญ่แม้จะยังไม่มีสัญญาณเตือนภัยก็จะเก็บข้าว ของเตรียมพร้อมอพยพผู้หญิงและเด็กไปก่อน โดยให้ผู้ชายอยู่คอยเฝ้าระวังเหตุ

นายชาสันต์ คงเรือง หน.สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ระนอง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการวางระบบเตือนภัยเกือบครบทุกพื้นที่เสี่ยงแล้ว หากมีเหตุเกิด ขึ้นอีกครั้งคงไม่สูญเสียเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีการซ้อมอพยพประชาชนมาแล้วหลายครั้ง มีจุดเตือนภัยหลักที่รับสัญญาณจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 6 จุด และจุดเตือนภัยที่จังหวัดติดตั้งเองส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุไร้สายอีก 44 จุด

ที่ จ.พังงา นายเยี่ยมสุริยา พาลุสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระเทพวีราภรณ์ เจ้าคณะภาค 8 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีญาติผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทยและต่างชาติร่วมใจกันแต่งชุดขาวมาร่วมกว่า 2,000 คน โดยนายเยี่ยมสุริยาได้จุดเทียนเคารพภาพถ่ายของคุณพุ่ม เจนเซ่น ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ขณะที่บริเวณอนุสรณ์สถานสึนามิบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ มาเป็นประธานในพิธี โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 500 คน

นายจุรินทร์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสนใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตลอดในทุกด้าน เพื่อสร้างโอกาสและการดำรงชีวิตให้ประชาชนที่ประสบภัย พร้อมทั้งจะจัดให้มีการหารือเพื่อปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อให้เข้า กับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

สำหรับที่ จ.ตรัง มีการจัดงานอย่างประหยัด โดยยกเลิกการจัดตามอำเภอต่างๆ มาจัดรวมกันที่ รร.ธรรมรินทร์ธนา อ.เมืองฯ จ.ตรัง มีสภากาชาดเป็นเจ้าภาพ และนายโส เหมกุล ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ตรัง เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติปี 2552 และวันรำลึกเหตุการณ์สึนามิครบรอบ 5 ปี ที่ จ.ตรัง มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย เป็นชาวไทย 3 และชาวต่างชาติ 2 ราย มีการอ่านสารของนายกรัฐมนตรี และยืนไว้อาลัย 1 นาที มีผู้มาร่วมงานประมาณ 200 คน โดยในงานมีการจัดนิทรรศการและมอบเกียรติบัตรแก่ชุมชนพร้อมรับภัยพิบัติ 14 ชุมชน

นายโสกล่าวว่า ขณะนี้ใน จ.ตรัง มีการตั้งหอเตือนภัยสึนามิแล้ว 23 จุด ครอบคลุมพื้นที่ทั้งบนบก ชายทะเล และบนเกาะ ปี 53 นี้ได้รับงบจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 7,219,000 บาท เพื่อสร้างหอเตือนภัย 2 จุด บริเวณท่าเทียบเรือหาดปากเมงและที่เกาะลิบง รวมทั้งสร้างอาคารศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพร้อมอุปกรณ์กู้ภัยทางทะเลครบ ชุด ส่วนหอเตือนภัยที่ศูนย์เพาะเลี้ยงประมงชายฝั่ง หมู่ 4 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา ที่มีปัญหาเสียงไม่ชัดเจนได้ย้ายไปตั้งไว้ที่หน้าที่ทำการ อบต.ไม้ฝาด แล้วเช่นเดียวกับหอเตือนภัยบริเวณหาดยาว หมู่ 6 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง ก็ย้ายไปติดตั้งในจุดที่เหมาะสมแล้ว

ขณะที่ญาติของผู้ได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ อ.ปะเหลียน กล่าวว่า น้อยใจที่ทางจังหวัดไม่ให้ความสำคัญในการจัดงานรำลึกเหตุการณ์สึนามิ ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บใน จ.ตรังมากนัก แต่กลับเน้นการจัดกิจกรรมงานวันป้องกันอุบัติภัยแทน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการที่จังหวัดระบุว่าหากจัดงานในสถานที่ที่เคยจัดเป็นประจำทุกปีจะมี ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมาร่วมงานน้อยนั้น เห็นว่าเป็นข้ออ้างมากกว่า

ด้าน จ.นครศรีธรรมราช วันเดียวกันนี้ ได้มีการซ้อมแผนปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ โดยมี ว่าที่ ร.ต.ฐิตวัฒน์ เชาวลิต รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มีการสมมติว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์บริเวณหมู่เกาะนิโคบาร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิที่บริเวณหาดกมลา กะตะ มีการลำเลียงผู้บาดเจ็บด้วยเครื่องบินซี 130 ไปรักษาใน รพ.อำเภอท่าศาลา และในเมืองนครศรีธรรมราช

ส่วนที่จังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสูญเสียมากที่สุด ญาติผู้เสียชีวิตได้ร่วมกันประกอบพิธีสวดมนต์และรำลึกถึงภายในมัสยิดและ สุสานต่างๆ รอบเมืองบันดาอาเจะห์ โดยที่สุสานแห่งหนึ่งซึ่งฝั่งศพเหยื่อผู้เสียชีวิตที่ไม่สามารถระบุอัต ลักษณ์ไว้มากกว่า 14,000 คน นางซิติ อมีนาห์ วัย 72 ปี ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกถึงสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตจากภัยพิบัติดังกล่าว เพียงครั้งเดียวถึง 40 คน ซึ่งรวมถึงบุตรชาย บุตรสาว หลานๆ และบรรดาพี่น้องของเธอ ส่งผลให้เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังมาเป็นระยะเวลาถึง 5 ปีแล้ว ทั้งที่ไม่มั่นใจว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตทั้งหมดจะถูกฝังอยู่ที่ สุสานแห่งนี้ แต่เธอก็มาประกอบพิธี ณ สุสานดังกล่าวทุกปี เพื่อรำลึกถึงพวกเขา

ขณะที่รองประธานาธิบดีโบดิโอโนของอินโดนีเซีย ได้เป็นผู้นำการประกอบพิธีรำลึกถึงเหยื่อจากเหตุการณ์สึนามิอย่างเป็นทาง การ ซึ่งจัดขึ้นบริเวณท่าเรืออูลีลู ในถ้อยแถลงของรองผู้นำอินโดนีเซียระบุว่า เป็นเวลา 5 ปีแล้วที่ผู้ประสบภัยชาวอาเจะห์ได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ จนทำให้สามารถลุกขึ้นมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

ส่วนพิธีรำลึกเหตุการณ์สึนามิในศรีลังกา รัฐบาลได้ประกาศไว้อาลัยด้วยการยืนสงบนิ่งให้กับเหยื่อเป็นเวลา 2 นาที เมื่อเวลา 09.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาที่คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าชายฝั่งศรีลังกา โดยสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ของรัฐได้ยุติการออกอากาศรายการปกติในช่วง เวลาดังกล่าวด้วย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐรายงานว่า ได้เกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งของรัฐเอกราชซามัววันนี้ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.5 ริกเตอร์ เมื่อเวลา 05.04 น. ตามเวลาในไทย มีศูนย์กลางระหว่างตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวงของซามัว 281 กิโลเมตร ลึก 35 กิโลเมตร แต่ไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ และเบื้องต้นไม่มีรายงานความเสียหาย.

http://www.thaipost.net/sunday/271209/15583

ห้างดังผู้ดีไฟเขียวลูกค้าพักค้าง เปิดแผนกเครื่องนอนให้หลบพายุหิมะ | ไทยโพสต์

ห้างดังผู้ดีไฟเขียวลูกค้าพักค้าง เปิดแผนกเครื่องนอนให้หลบพายุหิมะ | ไทยโพสต์

ห้างดังผู้ดีไฟเขียวลูกค้าพักค้าง เปิดแผนกเครื่องนอนให้หลบพายุหิมะ


ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงลอนดอนยกแผนกเครื่องนอนให้ลูกค้านอนพักค้างคืน หลังเจอพายุหิมะกระหน่ำหนักจนกลับบ้านไม่ได้

พนักงาน 54 คน ลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่ 30 คนกับเด็กๆ อีก 20 คน ได้อาศัยหลบนอนในห้างจอห์นลูอิสในเมืองไฮไวคอมบ์ แถมได้รับแจกจ่ายอาหารด้วย

เดโบราห์ สตราซซา ผู้จัดการห้าง บอกว่า ลูกค้ากับพนักงานไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะหิมะได้ตกหนักตั้งแต่เย็น การจราจรบนถนนทุกสายเป็นอัมพาต

ผู้จัดการซึ่งเป็นคุณแม่ลูกสองผู้นี้ได้นอนพักค้างคืนภายในห้างด้วย "ฉันไม่สามารถไล่ลูกค้าออกไปเผชิญกับสภาพอย่างนั้นได้ เราได้แต่ทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น"

"พวกเราต่างจัดที่นอน ทุกคนเข้าไปอาศัยนอนพักในแผนกเครื่องนอนของห้าง"

"เป็นบรรยากาศที่ดีมาก เด็กๆ ชอบกันใหญ่ บอกว่าบรรยากาศเหมือนในหนังเรื่อง 'ทอยสตอรี' บรรดาลูกค้าต่างซาบซึ้งในน้ำใจของทางห้าง ต่างพากันขอบอกขอบใจพวกเรายกใหญ่".

http://www.thaipost.net/x-cite/251209/15483

กฎแห่งความสุข: เข็มทิศชีวิต เล่ม 3 | ไทยโพสต์

กฎแห่งความสุข: เข็มทิศชีวิต เล่ม 3 | ไทยโพสต์

กฎแห่งความสุข: เข็มทิศชีวิต เล่ม 3


หลังจากปรากฏการณ์หนังสือสองภาคก่อนหน้ามียอดพิมพ์ทะลุล้านเล่ม ผนวกกับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้อ่านทุกเพศทุกวัย "เข็มทิศชีวิตเล่ม 3 ตอนกฎแห่งความสุข" จึงได้ฤกษ์คลอดตามมาอีกครั้ง โดยเล่มล่าสุดนี้ "อ้อย" ฐิตินาถ พัทลุง ผู้เขียน ออกปากการันตีว่า เป็นการนำเอาความเข้าใจโลกในเล่ม 1 และ มีชีวิตในโลกใหม่เล่ม 2 มาผสมผสานกับการฝึกฝนขัดเกลาจิตใจ ด้วยโจทย์แห่งชีวิตในแบบฉบับเข้าใจในตัวเองอย่างสมบูรณ์ จนตกผลึกนิ่งสนิทเป็นเล่ม 3 ที่ใครหยิบคว้าอ่านแล้วจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดในชีวิต มีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมต้องเป็นเช่นนี้!

หลังจากงานเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการ รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล เสร็จสิ้นลง โดยมีคนดังที่ชื่นชอบและใช้หนังสือเรื่องนี้เป็นเครื่องนำทางชีวิตมาร่วมงานคับคั่ง เมื่อเร็วๆ นี้ พี่อ้อย-ฐิตินาถ ผู้ที่มีรอยยิ้มอยู่เป็นนิจเผยความรู้สึกที่มีต่องานเขียนของตัวเองว่า เป็นเล่มที่เขียนได้ลื่นไหลที่สุด และคิดว่าเป็นการเขียนหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะ เป็นการนำเอาสิ่งที่เราฝึกปฏิบัติและสังเกตจนเข้าใจตัวเองอย่างสมบูรณ์มาบอก เล่าให้คนทั่วไปเข้าใจโดยทั่วกัน เมื่อคนมีความสุขได้อ่านจะมีความสุขมากขึ้น ส่วนคนมีความทุกข์เมื่อได้อ่านแล้วจะเข้าใจถึงสาเหตุแห่งทุกข์และก้าวข้ามมันไปได้ ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า บท เรียนหนักๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรานั้นก็เพื่อให้เรายอมพลิกด้านที่ดีที่สุดในตัวเราออกมา และหยุดโยนความรับผิดชอบชีวิตตัวเองไปให้คนอื่น

"กฎ แห่งความสุขมักบอกเราเสมอว่า เราจะได้รับชีวิตตรงตามคุณภาพของใจ ในที่นี้หมายความว่า สิ่งของหรือคนที่เข้ามาในชีวิตเราต้องมีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนเรา เขาจึงสามารถเข้ามาใกล้จนทำให้เราเจ็บปวดได้ และเราเองที่ตาบอดรู้ไม่ทัน ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นเช่นนั้นมานานแล้ว เพราะเราหวังว่าเขาจะทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์โดยเราไม่ต้องทำเอง การปรากฏขึ้นของสิ่งไม่ดี เพื่อให้เราสละคุณสมบัติไม่ดีในตัวเอง การ กระทำตามความเคยชินซ้ำๆ แม้รู้ว่าไม่ได้ผล ทำให้ชีวิตต้องส่งบทเรียนเดิมเข้ามาซ้ำๆ เพื่อให้เรายอมจำนน พลิกด้านที่ดีที่สุดของเราออกมา ตอบสนองชีวิตจากสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเอง เป็นอิสระจากปมที่เรามีกับพ่อแม่ ยกระดับจิตใจและความเข้าใจของเรา แล้วชีวิตจะให้รางวัลทันที เพราะเราได้รับชีวิตตรงตามคุณภาพใจเราเสมอ"

พี่อ้อยกล่าวต่อว่า ถ้าเจอคนไม่ดีหรือสถานการณ์เลวร้าย ขอให้ปล่อยวาง อย่าตอบโต้ตามสัญชาตญาณ ไม่เช่นนั้นชีวิตก็จะรับบทเรียนซ้ำเช่นเดิมอีก และให้ปรับอารมณ์ปรับความเข้าใจในตัวเราด้วยสติปัญญา มองให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ชีวิตส่งมาเตือน และใช้ดุลยพินิจดำเนินชีวิตให้มีคุณภาพที่ดีงาม มีความรักความเมตตา

"อยากมีชีวิตที่ดี รุ่งเรือง มีความรักที่ดี มีความสุข หยุด สะสางชีวิตผู้อื่น หยุดพูดเรื่องร้ายๆ หยุดคิดเรื่องร้ายๆ หยุดทำร้ายผู้อื่น สะสางชีวิตตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ทำให้ผู้คนมีความสุข โลกตอบแทนเราเท่าที่เราสร้างความสุขให้ผู้อื่น เท่าที่เราเกิดความปีติยินดีในตัวเอง อำนาจในการกำหนดชีวิตเราอยู่ที่ตัวเรา" พี่อ้อยให้คำแนะนำพร้อมกับชี้ให้เห็นอีกว่า สิ่งที่คนเราจะทำร้ายกันได้มากที่สุดคือ ทำให้อีกคนหมดศรัทธา รู้สึกไม่มีคุณค่าคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ เมื่อใครรู้สึกอย่างนั้นเขาก็จะไม่สามารถรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต และส่งผ่านสิ่งดีๆ ออกไปสู่คนอื่นได้ วิธีเลี่ยงจากความทุกข์ที่ง่ายที่สุดคือ อย่าหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป

ด้านพระมหาวุฒิชัย หรือท่าน ว.วชิรเมธี หนึ่งในผู้ที่อ่านเข็มทิศชีวิต ชื่นชมงานประพันธ์ชิ้นนี้ว่า เข็มทิศชีวิตที่คุณอ้อยเขียนขึ้นทั้ง 3 เล่ม ไม่ได้เกิดจากจินตนาการหรือยกเมฆ แต่เกิดจากการปฏิบัติธรรม เกิด จากการได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วถ่ายทอดออกมาให้คนไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน เข้าใจได้ โดยเฉพาะตัวอย่างที่คุณอ้อยยกขึ้นมาช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจน เรื่อง ที่เราสอนกันในทุกวันนี้ยังเป็นเรื่องเดียวกับที่สอนกันมาสมัยพุทธกาล มีแต่ตัวอย่างที่ต่างออกไปเพื่อให้เข้าสมัยและทำความเข้าใจได้ง่าย จึงนับว่าเป็นหนังสือธรรมะสมัยใหม่ที่คนในปัจจุบันควรศึกษาหาอ่าน

ขณะที่แฟนหนังสืออีกคน ไก่-สมพล ปิยะพงศ์สิริ ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคนสนุกสนาน ใครหลายคนจึงไม่คิดว่าจะมีวันที่ดีเจคนนี้จะเจอวิกฤติจนหันมาอ่านหนังสือแนว ปรัชญาชีวิต ไก่บอกว่า พื้นฐานเป็นคนให้เวลากับความทุกข์สั้นมาก ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างปกติแต่ขาดความระมัดระวัง จนวันหนึ่งเจอวิกฤติ รู้สึกเสียใจ โกรธ อาฆาต เพราะที่ผ่านมาคิดว่าเราได้ทำอย่างดีที่สุดมาตลอด แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือของพี่อ้อยความรู้สึกที่มีก็เปลี่ยนไป

"ตอนนี้ผมอโหสิกรรมให้เขา รู้สึกขอบคุณเขาด้วยที่ทำให้เราได้เจอกับหนังสือเล่มนี้และใกล้ชิดธรรมะมากขึ้น กฎแห่งความสุขของผมคือรู้เท่าทันความอยากมี อยากได้ อยากเป็น รู้เท่าทันทุกข์ มีความสุขได้แม้ต้องเผชิญปัญหา"

ไม่ต่างกันกับดาราหนุ่ม กัปตัน ภูธเนศ หงมานพ มีช่วงหนึ่งที่เขาห่างหายจากวงการไป หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาได้เผชิญกับเรื่องไม่คาดคิดของชีวิต เจ้าตัวเล่าว่า ในวัยเด็กผมมีครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคง และการเข้ามาในวงการบันเทิงหาเงินได้ตั้งแต่อายุ 16 ทำให้เราชะล่าใจว่าชีวิตเราจะต้องยิ่งมั่นคงและดีกว่านี้แน่ๆ จนวันหนึ่งเจอวิกฤติ คือ หนี้ก้อนใหญ่ที่เราไม่ได้ก่อและพ่อกับแม่เลิกกัน คนที่เป็นฮีโร่ของเรา คนที่เรารักและไว้ใจที่สุดกลับนำปัญหามาให้เราโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เหมือนทุกอย่างมันล่มสลายไปหมด จนวันหนึ่งเดินเข้าร้านหนังสือและได้พบกับหนังสือที่ดึงตนออกจากกองทุกข์ ด้วยถ้อยคำในหนังสือบางคำมันกระแทกใจกระแทกความรู้สึก ตนอ่านและนำมาใช้กับตัวเอง ปัจจุบันเชื่อว่าถ้าเราคิดดี คิดบวก สิ่งดีๆ ก็จะเข้ามาในชีวิต

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนอ่านที่ประทับใจกับหนังสือที่ช่วยนำทางพวกเขาออกจากความทุกข์ แต่ใช่ว่าเหมาะสำหรับคนเจอวิกฤติเท่านั้น คน ที่ชีวิตเริงร่าหรือราบรื่นก็ควรอ่านไว้เพื่อเตรียมใจไว้เมื่อมีบทเรียน สาหัสเข้ามาจะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำให้กับบททดสอบที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ทุกเมื่อ

การเดินทางในชีวิตต่างมีทั้งความสุข ทุกข์ และอุปสรรค ตลอดเวลา หากเรามีจิตใจที่แข็งแกร่งและเข้มแข็ง เราจะสามารถต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรคจนผ่านพ้นปัญหาไปได้ เหมือนกับการมีเข็มทิศในการดำเนินชีวิต หนังสือเข็มทิศชีวิต เล่ม 3 "กฎแห่งความสุข" จะเปลี่ยนโลกใบเดิมให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้ เพียงคุณรู้วิธีมอบสิ่งดีให้กับตัวเองหรือเป็นของขวัญส่งความสุขท้ายปี ให้เริ่มต้นชีวิตปีใหม่อย่างงดงาม ในราคา 99 บาท 280 หน้า พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม จัดพิมพ์โดย บ.เข็มทิศชีวิต จำกัด โดย ฐิตินาถ พัทลุง ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08-6664-8870 หรือที่อีเมล์ behappycompass@gmail.com.

http://www.thaipost.net/tabloid/271209/15557

เลือกของขวัญตามราศี | ไทยโพสต์

เลือกของขวัญตามราศี | ไทยโพสต์

เลือกของขวัญตามราศี


อาทิตย์นี้คงจะยังทันการ สำหรับการมองหาซื้อของขวัญวันปีใหม่ หากใครกำลังคิดไม่ตกกับการเลือกของขวัญให้ถูกใจผู้รับ มีข้อแนะนำว่า ลอง หลับตาแล้วนึกดูซิค่ะ ว่าผู้รับเป็นคนแบบไหน ชอบ-ไม่ชอบอะไร มีไลฟ์สไตล์อย่างไร รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน หากยังนึกไม่ออก ลองใช้วิธีเลือกของขวัญตามราศีเกิดดูก็ได้ค่ะ

ราศีเมษ (21 มี.ค.-20 เม.ย)

เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูง มีการตัดสินใจที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยว เป็นคนที่ตรงไปตรงมา มีความคิดอะไรอยู่ในใจ คุณ จะแสดงออกไปตามนั้น ชาวราศีเมษ มีดาวอังคารเป็นดาวที่คอยปกป้องรักษาอยู่ จึงได้รับอิทธิพลจากเทพเจ้าผู้บุกเบิกแห่งดาวดาว ซึ่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ชาวเมษจึงเป็นผู้มีพลังแกร่งกล้า ตั้งใจจริงกล้าหาญ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างไม่หวาดหวั่น และดูเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ ของขวัญที่เหมาะโดนใจของราศีนี้ อาทิ หนังสือ, กล้องดิจิตอล, กระเป๋าสตางค์, เนคไท, เข็มกลัด, เสื้อเชิ้ต

ราศีพฤษภา (21 เม.ย.-19 พ.ค.)

เป็นคนจริงใจและช่างเอาอกเอาใจ เป็นนักนิยมธรรมชาติตัวยง ส่วนลึกแล้วเป็นคนที่เข้มแข็งและอดทนมาก ดาวที่ปกป้องรักษาราศีนี้อยู่คือดาวศุกร์ โดยเทพวีนัสผู้สดสวยอ่อนหวาน และเต็มไปด้วยความรัก ความ งาม และความรักอันลึกซึ้งเปี่ยมล้นของเทพวีนัสนี้ ส่งผลให้คุณมีรอยยิ้มที่น่ารักและจิตใจที่มีเมตตากรุณากับทุกๆ คนอย่างเหลือเฟือ ของขวัญโดนใจคนราศีนี้ ควรเป็นของที่มาจากธรรมชาติ ผู้รับจะเลิฟสุดๆ อาทิ ชุด Home Spa ของ มัดมุก ที่มีส่วนผสมของโคลนธรรมชาติ เทียนหอม ผ้าพันคอ กระเป๋าผ้า อาหารเพื่อสุขภาพ

ราศีเมถุน (20 พ.ค.-21 มิ.ย.)

เป็นคนที่มีหัวการค้าหากตั้งใจจะทำอะไรล่ะก็ ต้องทำให้สำเร็จ เขาว่ากันว่าคนราศีนี้คือแชมเปี้ยนแห่งความเฟิร์สประจำจักรราศี เป็นคนขี้เล่น มีดาวพุธเป็นดาวที่คอยดูแลปกป้องราศีนี้อยู่ ส่วนเทพผู้พิทักษ์ราศีนี้ ได้แก่ เทพเจ้าเมอร์คิวรี่ ผู้มีพรสวรรค์และความสามารถในการประพันธ์ เป็นนายช่าง วะมีวาทศิลป์ที่เลอเลิศ ส่วนใหญ่นักพูด นักเขียน ศิลปินต่างๆ ที่มีชื่อเสียงมักจะเป็นชาวราศีนี้ ของขวัญที่ถูกใจของคนราศีนี้ คือ CD เพลง, I-Pod, หนังสือ, โคมไฟ, น้ำหอม-Life Thread, ชุดบำรุงผิวกาย

ราศีกรกฎ (22 มิ.ย.-22 ก.ค.)

เป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหว รักก็ง่าย โกรธก็ง่าย ดีใจหรือเสียใจก็ง่าย อันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวราศีนี้ สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับคุณอย่างไม่เป็นธรรม จะทำให้รู้สึกปวดร้าวใจยิ่งนัก จึงต้องมีใครสักคนเป็นที่ปรึกษาปัญหาของคุณ ด้วยความที่คุณเป็นคนนุ่มนวล กิริยามารยาทงดงาม ทำให้คนอื่นมองว่าเป็นคนหัวอ่อน ดวงจันทร์เป็นดาวที่คอยปกป้องรักษาราศีกรกฎ ส่วนเทพผู้พิทักษ์ คือ ไดอาน่า เทพธิดาแห่งการล่าสัตว์ และเกษตรกรรม ทั้ง ยังเป็นแม่ของลูกๆ จำนวนมากด้วย คุณจึงได้รับอิทธิพลนี้จนเป็นคนที่จิตใจกว้างขวางสุขุมเยือกเย็น และมีสัญชาตญาณของเพศแม่อยู่ถึงแม้จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม ของขวัญที่ถูกใจของคนราศีนี้ คือ ปากกา, โทรศัพท์มือถือ, ผ้าพันคอ, น้ำหอม, แว่นกันแดด, สัตว์เลี้ยง

ราศีสิงห์ (23 ก.ค.-23 ส.ค.)

คนที่เกิดราศีสิงห์เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมุ่งมั่น เป็นคนที่เชื่อมั่นตัวเอง และภาคภูมิใจกับผลงานของตนเสมอ ชอบฟุ่มเฟือยนิดๆ สิ่งที่ชาวสิงห์ชอบมาก คือ ความหรูหรา มีดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่คอยปกป้องรักษาราศีสิงห์อยู่ ส่วน เทพผู้พิทักษ์ คือ เทพอะพอลโล ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความเข้มแข็ง ความหนุ่มความสาว และไพ่แห่งชีวิต คุณจึงเป็นผู้ที่หยิ่งทะนง ใจกว้าง และเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูง ทั้งยังชอบเป็นจุดเด่น จุดสนใจด้วย ของขวัญมัดใจของคนราศีนี้ควรมีสีทองๆ ที่ดูหรูคลาสสิก คือ ปากกาด้ามทอง, นาฬิกาข้อมือสีทอง, สร้อยทอง, ชุดเดรสสวยๆ คัตติ้งเนี้ยบ, คอร์สทรีตเมนต์หน้าด้วยทอง-24 Gold Treatment จาก Aster Spring

ราศีกันย์ (24 ส.ค.-23 ก.ย.)

เป็นคนเรียบง่าย แต่เจ้าระเบียบ มีความเซ็กซี่เล็กๆ แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง เป็นคนหัวแข็ง ลองปักใจเชื่อเรื่องอะไรแล้ว จะไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเด็ดขาด แต่เป็นเรื่องที่มีมูลของความจริง ชาวราศีนี้มีสัญชาตญาณของความเป็นครู และคุณเป็นคนที่เอาจริงเอาจังมาก ดาวที่คอยปกป้องดูแลราศีกันย์อยู่ คือ ดาวพุธเช่นเดียวกับราศีเมถุน โดยมีเทพเมอร์คิวรี่เป็นเทพประจำราศี คุณจึงได้รับอิทธิพลจากเทพเจ้า รวมทั้งนิสัยพื้นฐานของราศีนี้จะเป็นผู้ที่มีมารยาทที่งามสุภาพ เอาจริงเอาจัง ของขวัญที่ให้ควรจะเป็นอะไรที่มีคุณค่าทางจิตใจ อาทิ เครื่องประดับมุก, ตำราอาหาร, ชุดเครื่องครัวเก๋ๆ, ชุด DIY ของกระจุกกระจิก, ต้นไม้กระถางเล็กๆ

ราศีตุลย์ (24 ก.ย.-23 ต.ค.)

"เสน่ห์" คือจุดเด่นของชาวราศีนี้ รักการสังสรรค์ มีเพื่อนเยอะ และสนใจชีวิตคนอื่นมากกว่าชีวิตตัวเอง คนราศีนี้ยังชอบเรื่องสวยๆ งามๆ มีความคิดประนีประนอมยอมตาม และมักจะพูดในสิ่งถูกต้องเพื่อทำให้คนอื่นสบายใจ ดาว ที่คอยปกป้องดูแลราศีตุลย์นี้เช่นเดียวกับราศีพฤษภ คือ ดาวพุธ เทพวีนัส ซึ่งเป็นเทพธิดาประจำดาวพุธนี้ได้มีอิทธิพลในด้านความงามและความรักต่อชาว ตุลย์ ทำให้ชาวตุลย์เกลียดสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม และยังมีจิตใจเที่ยงธรรม รักษาสมดุลของสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ของขวัญที่เหมาะโดนใจของราศีนี้ อาทิ ของที่ทำมาจากคริสตัล, ออร์กาไนเซอร์, เครื่องสำอาง, คอร์สทำเลเซอร์หน้าใส-ยกกระชับหน้า จาก Sincere Beauty Clinic, บัตรรับประทานอาหาร

ราศีพิจิก (24 ต.ค.-22 พ.ย.)

ผู้ที่เกิดราศีนี้มักจะเป็นพวกบ้าหอบฟาง คือ ชอบหอบงานกลับไปทำต่อที่บ้าน ชาวราศีนี้เป็นคนที่เข้าใจยากที่สุดในจักรราศี เพราะว่ามี 2 บุคลิกในตัว คือ มีทั้งความอ่อนไหวและแข็งกร้าว เป็นคนที่ชอบเก็บความลับไว้กับตัวเอง ไม่ชอบแพร่งพรายให้คนอื่นได้รู้ และสิ่งต่างๆ ที่เก็บไว้นี้จะกลายเป็นตำนานชีวิต เป็น คนดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อใครง่ายๆ ดาวที่คอยปกปักรักษาราศีพิจิกอยู่ คือ ดาวพลูโต มีเทพพลูโตเทพแห่งความลี้ลับ และซ่อนเร้นคอยพิทักษ์อยู่ คุณจึงได้รับอิทธิพลเหล่านี้ทำให้เป็นคนพูดน้อยไม่แสดงตัว มักเก็บความเร่าร้อนไว้ภายใน แต่มีเสน่ห์ดึงดูดอันเร้นลับน่าพิศวง ของขวัญที่แนะนำสำหรัญคนราศีนี้ กระเป๋าเอกสาร, โน้ตบุ๊ก, นาฬิกา, น้ำหอม, ของแต่งบ้านราศีธนู (23 พ.ย.-21 ธ.ค.)

เป็นคนที่รู้จักปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ง่าย เป็นคนรู้จักวิธีผูกมิตร โดยเฉพาะกับเพื่อนต่างเพศจะถนัดมาก เพื่อนต่างเพศมักคิดว่าการได้อยู่ใกล้คุณจะรู้สึกสดชื่นอบอุ่น สิ่งที่โปรดปรานมาก คือ การออกไปเที่ยวนอกบ้าน เป็นคนประเภทอยู่ไม่ติดบ้าน ดาวที่คอยปกปักษ์รักษาราศีธนู คือ ดวงดาวพฤหัส โดยมีจูปีเตอร์เป็นเทพคอยพิทักษ์อยู่ เทพจูปีเตอร์เป็นเทพแห่งความรอบรู้และพรสวรรค์ทั้งมวล จึงได้รับอิทธิพลให้เป็นคนรักอิสระ ทำอะไรตามใจชอบและมีความสามารถรอบตัวทีเดียว ของขวัญที่ชาวราศีนี้ปลื้ม!!!! แพ็กเกจท่องเที่ยว, กระเป๋าเดินทาง, แว่นกันแดด, แพ็กเกจถ่ายรูป, อุปกรณ์ออกกำลังกาย

มังกร (22 ธ.ค.-20 ม.ค.)

ชาว ราศีนี้เป็นคนทะเยอทะยาน ตั้งเป้าหมายของชีวิตไว้สูง และพยายามลุ้นให้ถึงเป้า จะได้อะไรมาแต่ละครั้ง ต้องใช้วิธีการที่แยบยลคลาสสิก เมื่อคิดที่จะทำสิ่งใดก็จะทำด้วยความสามารถสุดเหวี่ยง มีดาวที่คอยปกปักษ์รักษาชาวราศีมังกรอยู่ก็คือดาวเสาร์ ส่วน เทพผู้คอยพิทักษ์ดูแลคือเทพแห่งกาลเวลา เทพคลอนุส ชาวราศีมังกรจึงได้รับอิทธิพล ทำให้เป็นคนที่เที่ยงตรงไม่หักโหม มีความคิดที่รอบคอบ มีเหตุมีผล และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องคุ้ม ค่า ของขวัญที่เหมาะต้องเป็นของที่ใช้แล้วคุ้ม อเนกประสงค์ ใช้ได้นานไม่เสื่อมคุณค่าง่าย อาทิ นาฬิกาแบรนด์เนมรุ่นที่คลาสสิก, จี้เพชร, กระเป๋าถือหนังแท้, กรอบรูป, เครื่องสำอางที่มีนวัตกรรมเด็ด SKIN CAVIAR จาก La Prairie

ราศีกุมภ์ (21 ม.ค.-20 ก.พ.)

เป็นคนที่อัธยาศัยดี มีเสน่ห์เข้ากับคนง่าย เป็นคนน่าคบและเป็นคนน่าทึ่ง แต่จะเลือกที่จะคบเพื่อนเพียงไม่กี่คน บาง ครั้งทำอะไรที่เอาแต่ใจบ้าง เพราะยึดแนวคิดและอุดมการณ์มากไป และพยายามเอาอุดมการณ์ของตนมาใช้กับคนอื่น เมื่อใดที่คุณอยากทดลองทำอะไรแล้ว คุณต้องทำให้ได้ ชาวราศีกุมภ์มีดาวยูเรนัสเป็นดาวที่คอยปกปักษ์รักษาอยู่ และมีเทพยูเรนัสเทพเจ้าแห่งความรอบรู้เป็นเทพผู้คอยพิทักษ์ จึงได้รับอิทธิพลดังกล่าวนี้ ทำให้เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชนิดที่ไม่มีใครจะคาดคิดได้ถึง และเป็นผู้มีความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ล้ำหน้าอยู่เสมอ ของขวัญที่เหมาะต้องของที่ทันสมัย ไฮเทค เช่น มือถือ Blackberry, โน้ตบุ๊ก, ipod Nano, เครื่องชงกาแฟ, เครื่องเสียงติดรถยนต์

ราศีมีน (21 ก.พ.-20 มี.ค.)

เป็นคนที่มีสองลักษณะ คือ คุณเป็นคนคล่องงาน และเป็นคนมีจินตนาการ โรแมนติก เป็นหนุ่ม-สาวติสต์ตัวจริงเสียงจริง ทั้งอ่อนไหว ช่างฝัน และไม่ชอบผูกมัด เป็นราศีสุดท้ายในจักรราศี จึงรวมบุคลิกลักษณะของทุกราศีไว้ในตัว ทำให้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง และดื้อเงียบ ดาวที่คอยปกป้องดูแลราศีมีน คือ ดาวเนปจูน มีเทพผู้พิทักษ์ซึ่งมีอิทธิพลทำให้ชาวมีนเป็นผู้ที่เร้นลับ ในขณะเดียวกันก็ทรงพลังอำนาจ ไวต่อความรู้สึกและรับรู้กระแสจิตวิญญาณได้ดี ของขวัญที่จะมอบความประทับใจ ได้แก่ ภาพวาด, กรอบรูปกระเบื้องโมเสกให้มาประดิษฐ์เอง, นวนิยาย, บัตรดูคอนเสิร์ต, ลิปสติก, ช็อกโกแลต.

http://www.thaipost.net/tabloid/271209/15559

สุดเจ๋ง มนุษย์พิการครึ่งร่างกลายเป็น"เถ้าแก่เจ้าของร้าน"หลังฟื้นชีวิต 2 ปี



วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:56:32 น. มติชนออนไลน์


สุดเจ๋ง มนุษย์พิการครึ่งร่างกลายเป็น"เถ้าแก่เจ้าของร้าน"หลังฟื้นชีวิต 2 ปี


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเป็ง ชุ่ยหลิน ชายจีนผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเคยรับอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกทับร่าง และต้องผ่าตัดส่วนล่างทิ้ง ขณะนี้ได้พบชีวิตใหม่อันน่าเหลือเชื่อ ภายหลังได้ฟื้นจากอาการพิการเหลือร่างกายเหลือเฉพาะท่อนบน และได้เปิดร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าราคาต่อรองได้ โดยเขาตั้งชื่อร้านว่า"ร้านค้าราคาครึ่งมนุษย์ครึ่งราคา"
รายงานระบุว่า เป็ง สร้างความตื่นตะลึงให้แก่บรรดาแพทย์ผู้ผ่าตัดเขา หลังจากเขาฟื้นตัวคืนสู่อาการปกติ จากการผ่าตัดเกือบ 2 ปี ที่โรงพยาบาลในเมืองเสิ่นเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน และขณะนี้เรียกได้ว่า เขาได้กลายเป็นนักธุรกิจ และยังถูกเปรียบเทียบให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้พิการด้วย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261911440&grpid=&catid=06

จากใจ 2 ฮีโร่ 5 ปีสึนามิ 5 ปีแห่งการสูญเปล่า - ข่าวไทยรัฐออนไลน์

จากใจ 2 ฮีโร่ 5 ปีสึนามิ 5 ปีแห่งการสูญเปล่า - ข่าวไทยรัฐออนไลน์

จากใจ 2 ฮีโร่ 5 ปีสึนามิ 5 ปีแห่งการสูญเปล่า

Pic_55245

ย้อน กลับไปเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 รายการทีวีทุกช่องรายว่า เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 9 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางในทะเลนอกชายฝั่งทิศตะวันตกของตอนเหนือ เกาะสุมาตรา ทำให้เกิดการสั่นไหวที่รุนแรงของแผ่นดิน และเกิดคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ตามมาในมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุแผ่นดินไหว เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไปจนถึงบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา หมู่เกาะมัลดีลฟ์ แม้กระทั่งโซมาเลีย เคนยา แทนซาเนีย

ประเทศไทยก็ไม่ได้รับการยกเว้นจาก "ปีศาจร้าย” ตนนี้

หลัง จากเกิดเหตุการณ์ "สึนามิ" พัดถล่มชายฝั่งเมืองไทยพังวินาศ โทรทัศน์รายงานตัวเลขการสูญเสีย-ตัวเลขการสูญหายของผู้คนมากมาย ท่ามกลาง ภาพความชุลมุนที่ว่า ปรากฏภาพของ 2 คน


ดร.สมิธ ธรรมสโรช

คนแรก เป็นภาพของชายร่างใหญ่ ผมสองสี หน้าตาใจดี ดร.สมิธ ธรรมสโรช นักวิชาการที่ออกมาเตือนเรื่องเมืองไทยจะต้องเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์ วันนั้นไม่มีคนเชื่อ แต่ ณ วันนี้ทุกอย่างพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง

เชื่อ หรือเปล่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบการสูญเสียชีวิตของผู้คนมากมาย 5 ปีเต็มแล้ว..ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เริ่มต้นเล่ากับ ไทยรัฐออนไลน์ ด้วย น้ำเสียงผิดหวัง และเหนื่อยหน่ายว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ทั้งหมดเป็น 5 ปีแห่งการสูญเสียโอกาส ซึ่งระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามันพิสูจน์ได้ว่า

วันที่ผ่านมาประเทศไทยและผู้รับผิดชอบในโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ยัง "โง่งม" และไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย

"ไม่ ต้องอะไรอื่นไกล ปัจจุบันผมเพิ่งลงไปดูในพื้นที่ปรากฏว่าทุ่นเตือนภัยเพื่อวัดแรงสั่นสะเทือน จากแผ่นดินไหวมันจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์พิบัติภัยแห่งชาติว่าความแรงระดับนี้ จะเกิดสึนามิหรือไม่ ถ้าเกิดแล้วลูกใหญ่แค่ไหนยังติดไม่ครบถ้วนตามเป้าหมายแล้ว ทุ่นเตือนภัยที่ติดตั้งเอาไว้เมื่อ 3-4 ปีก่อนนั้น วันนี้แบตเตอรี่ก็หมด ทั้งๆ ที่รู้ แต่คนที่รับผิดชอบก็ยังไม่ได้ไปเปลี่ยน"

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการป้องกันการสูญเสียทั้งหมดที่ ดร.สมิธ ได้เคยวางเอาไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่ง ชาติ เช่น แผนจะต้องติดทุ่นเตือนภัยเพิ่มอีก 2 จุด ที่จะเอาไปวางไว้ระหว่างหมู่เกาะอันดามันกับหมู่เหมาะนิโคบา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บริเวณชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ไปจนถึง จ.ระนอง 3-4 ปีแล้วก็ไม่ได้ไปติดตั้ง ทั้งๆ ที่งบประมาณมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ได้ทำเรื่องผ่านไปเรียบร้อยแล้ว

"ผม ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกันอยู่ เพราะที่ผ่านๆ มาเห็นเขามาเซ็นสัญญาประมูลกัน 3-4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ประมูลให้เสร็จสิ้นเสียที และเมื่อเราเห็นว่าทุกอย่างมันล่าช้า เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาอีก ก็เป็นห่วงว่าจะเกิดการเสียหายอย่างมหาศาล ผมจึงไปที่รัฐสภาเพื่อฟ้องร้องให้ตรวจสอบ ปรากฏว่าโดน ผอ.กลุ่มงานคลังพัสดุ ฟ้องกลับหาว่าหมิ่นประมาท"

อดีตผู้อำนวยการ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากเหตุการณ์สึนามิผ่านไป 5 ปี จนถึงวันนี้ในฐานะผู้เคยเป็นหนึ่งที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นๆ วันนี้ตนก็ยังเจ็บตัวมากขนาดไหน ทั้งที่ที่ผ่านมาทำเพื่อคนอื่นมาตลอด

"วันนี้ เข้าปีที่ 5 ปี คุ้มค่ากับการแลกไหม สำหรับตัวผมไม่คุ้มแน่นอน ซึ่งความเสียใจมันทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติ แห่งชาติ แต่ถ้าการต่อสู้แล้วประชาชนได้ประโยชน์ผมถือว่าคุ้ม แต่อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ผมจะต้องสู้กับคลื่นยักษ์สึนามิเท่านั้น ยังต้องสู้กับคน ต้องสู้กับความไม่รู้ ต้องสู้กับความเฉยชา บอกให้เขาทำอะไรก็ไม่ทำ บอกให้เขาจัดซื้อก็ไม่ได้ จี้ให้เขาเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุ่นเตือนภัยเขาก็ไม่ใส่ใจ สิ่งที่ผมต้องเผชิญทำให้ผมแทบหมดกำลังใจจะต่อสู้"

ถามว่าความทรงจำ ตลอดระยะเวลา 5 ปีสึนามิที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ดร.สมิธ บอกว่า วันนี้ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศที่วัวหายแล้วล้อมคอกเหมือนเดิม 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยราชการก็ไม่มีใครจริงจังเกี่ยวกับเรื่องสึนามิ และก็ 5 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการลงไปให้ความรู้กับชาวบ้าน-นักเรียน กระทั่งชาวประมงที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยว่าเมื่อถึงเวลาที่มีแผ่นดินไหว จะต้องทำและป้องกันตัวหรือหลบหนีสึนามิอย่างไร วันนี้ก็ยังไม่มีความรู้เหมือนเดิม แทนที่ภาครัฐจะจัดการกลับเพิกเฉยในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนานถึง 5 ปีเต็ม

ดร.สมิธ ฟันธงเอาไว้ว่า วันนี้ญี่ปุ่นผู้ศึกษาเรื่องสึนามิบอกว่าอีกไม่นานจะเกิดสึนามิอีกครั้ง ที่สำคัญมันจะเกิดขึ้นใกล้ๆ ประเทศไทย แล้วคลื่นที่ว่ามันจะลูกใหญ่กว่าครั้งก่อนมาก

"ผมพยากรณ์ได้ว่าถ้า รัฐบาลปล่อยปละละเลยเรื่องภัยธรรมชาติอย่างรัฐบาลนี้ อีกไม่นานจะมีการสูญเสีญครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่ง ตั้งแต่จังหวัดระนองไปถึงสตูลจะมีการตายมากมายมหาศาลแน่นอน” อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติกล่าว

นี่คือภาพสะท้อนที่ ชัดเจนกับ บทเรียน 5 ปี ซึ่งระบบการจัดการต่างๆ ยังไม่ได้ไปไหน และเป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้ จากปากคำของหนึ่งในฮีโร่ ดร.สมิธ ธรรมสโรช


พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

ถ้า ดร.สมิธ ธรรมสโรจน์ เป็นภาค "ฮีโร่" ผู้มีบาดแผล แบบที่คนทั่วไปไม่เคยรู้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ก็เป็นอีกหนึ่ง "ฮีโร่" ที่มีบาดแผลฉกรรจ์โจ่งแจ้งมากมาย เป็นบาดแผลที่ว่ากันว่า หนักหนาสาหัสมากครั้งหนึ่งในชีวิต แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานถึง 5 ปีแล้ว เธอก็ยังไม่ลืมวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ภาพของผู้หญิงเก่ง ปากกล้า รูปร่างเล็ก แต่งตัวจัด ผมเผ้าซอยสั้นแต่หลากสี กำลังกุลีกุจอจัดการศพกองเท่าภูเขาย่อมๆ หลายลูก พร้อมกับก้มหน้าก้มตาจดบันทึกรายละเอียดลงไปในสมุด ภาพที่สื่อออกไปใครๆ ต่างก็ชื่นชมและยกให้เธอเป็นอีกหนึ่ง "ฮีโร่" ของเหตุการณ์สึนามิ

"..ทุกๆ ครั้งที่มีคนเรียกหมอคำนี้ (ฮีโร่) หมอจะปฏิเสธทันทีว่าหมอไม่ใช่ ฮีโร่…" หมอพรทิพย์ ให้เหตุผลว่า "ฮีโร่" มันมีแต่ในหนัง โดยตลอดระยะ 40 วันไปคลุกกับสึนามิเธอเจอปัญหามากมาย โดนทั้งก้อนอิฐ หิน คำด่า คำครหา หรือแม้โดนตราหน้าว่า “โกงเงินศพ” ทั้งหมดเป็นข้อหาที่หนักหนามากที่สุดในชีวิต

"หมอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนที่เลวร้ายแบบนี้อยู่ในโลก"

คุณ หมอพรทิพย์ ย้อนภาพที่ยังติดตามาตลอดระยะเวลา 5 ปี ว่า วันที่เกิดเหตุเธอกำลังอยู่ในงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่อย่างสนุกสนาน แต่ทันทีที่เหลือบไปเห็นตัววิ่งรายงานข่าวว่ามีสึนามิถล่ม และคนไทยตายเกือบพันคน หลังจากรายงานผู้บังคับบัญชาตามละดับขั้นพร้อมกับประสานทีมงานทำงานเสร็จก็ รีบนั่ง C 130 ลงไปทันที

"วันที่หมอไปทุกๆ อย่างสับสนไปหมด ซึ่งพอลงไปยัง อ.ตะกั่วป่า เห็นสภาพศพ 500 คน หมอรู้ทันทีเลยว่านรกมีจริง คือคนกองเต็มวัด แน่นอนว่าในสถานการณ์ไม่มีผู้บัญชาการแบบนั้นทำให้การประสานงานวุ่นวายไปหมด วันนี้กล้าพูดได้ว่าตลอด 40 วันที่อยู่ในพื้นที่ นี่เป็นเคสที่เหนื่อยและโกลาหลมากที่สุดในชีวิต แต่ก็โชคดีที่เรามีอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือก็ดี และนี่คือสิ่งที่ทั่วโลกชื่นชมที่คนไทยยังรักกัน" หมอพรทิพย์กล่าว

อย่าง ไรก็ดี นอกเหนือจากความภูมิใจข้างต้น หมอพรทิพย์ บอกว่า มันก็ยังมีบาดแผลฉกรรจ์ เป็นเสมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือนก็คือความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกัน

"5 ปีแล้วน่าแปลกที่ยังไม่ลืม ยังคิดอยู่ตลอดเลยว่า ทำไมคนอย่างเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ หมอโดนตำรวจกล่าวหาว่าเราโกงเงินบริจาค 60-70 ล้านบาท มันน่าหดหู่ก็คือ ความใจแคบ ปากต่อปากพูดกันไป อันนี้มันเป็นความใจแคบทั้งๆ ที่เราไม่ได้มีอะไรกันเลย ที่สำคัญเมื่อผ่านเหตุการณ์นี้มาวิจัย ต่างประเทศเชิญไปบรรยายสิ่งที่เราทำลงไป ถูกทุกขั้นตอน ครบถ้วน ซึ่งถ้าเรามองย้อนดูสิ่งที่เราได้รับกับตำรวจ ก็มองว่ามันคือ “มารตัวแรง” ก็ถือว่าเป็นแบบฝึกหัดที่ดี ซึ่งที่สุดแล้วหมอก็ผ่านมาได้ ที่สำคัญวันนี้เราพิสูจน์แล้วว่าทุกๆ อย่างมันใสสะอาดไม่ใช่หมอชนะ แต่เราเคลียร์สิ่งที่เขากล่าวหาได้หมด ขณะที่คนเป็นตำรวจทั้งยศพันตำรวจตรี พันตำรวจโทมันไม่ได้จับศพสักคน แค่อยากมีอำนาจและมากล่าวหาคนอื่นฝ่ายเดียวอย่างนี้มันไม่ใช่ลูกผู้ชาย" หมอพรทิพย์กล่าว

อย่างไรก็ดี ความเสียใจตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา คุณหมอพรทิพย์ยอมรับว่าทุกๆ ครั้งพอถึงวันครบรอบโศกนาฏกรรมสึนามิ จะพยายามหนีทุกๆ ครั้งที่เขาเชิญไปร่วมงาน เพราะรู้ดีว่าตัวเธอเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งหากลงไปร่วมงานมันจะไปกระตุ้นต่อมรำคาญของตำรวจ อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นยังไงเราก็ไม่เลิกทำดี



“สำหรับ หมอแล้ววันนี้เป็นวันที่ครบรอบ 5 ปีแห่งการสูญเสียชีวิตผู้คนมากมายแล้ว แต่น่าแปลกก็คือบทเรียนราคาแพงในวันนั้น วันนี้ประเทศไทยยังหลวมเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการที่ไม่ดี อีกทั้งอำนาจต่างๆ ภาครัฐยังมอบเอาไว้ให้ตำรวจใช้ตามแต่ใจ คำถามก็คือวันนี้พอคุณมีอำนาจอยู่ในมือเชื่อหรือเปล่าว่าทุกๆ อย่างเขาซ้อมกันหมด แต่กับเรื่องศพไม่เคยซ้อม เรื่องการฝึกการบริหารสถานการณ์วิกฤติไม่เคยซ้อม ทั้งๆ ที่เป็นส่วนสำคัญมากๆ ซึ่ง 5 ปีสึนามิก็ไม่เห็นมีการซักซ้อมกับเรื่องการจัดการศพขนาดมากๆ แต่ก็ ไม่มีการทำเลยสักครั้ง จนถึงวันนี้” หมอพรทิพย์ กล่าว

นอกจากสิ่งที่ ฮีโร่ทั้ง 2 คน กล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึก กลิ่นศพ ความไม่มีระบบ คนคดโกง ป้ายสีของเมืองไทย ที่ยังตราตรึงทุกๆ ครั้งเมื่อโศกนาฏกรรมสึนามิเวียนมาบรรจบ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นหัวใจหลักไม่อาจมองข้ามไปได้ ก็คือคำถามใหญ่ที่ว่า เมื่อมาถึงวันครบรอบ 5 ปีแห่งการสูญเสียชีวิตของผู้คนมากมายที่ผ่านมา ณ วันนี้คนในพื้นที่ริมชายฝั่ง ชีวิตของชาวบ้านตาดำๆ ก็ยังคงแขวนไว้บนเส้นดาย ต้องเผชิญกับระบบเตือนภัยและระบบการจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ทุ่นเตือนภัยที่มีก็เหมือนไม่มี หลุมหลบภัยใกล้กับริมชายฝั่งทะเลก็ไม่มี ที่หลบภัยบนภูเขาก็ยังไม่ไปถึงไหน ของที่ผู้เกี่ยวข้องจัดลงไปในพื้นที่ประสบภัย ก็ไม่เคยตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ...?



แม้ กระทั่งการจัดการระบบศพจำนวนมหาศาลอย่างนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกลับไม่แยแสใส่ใจ นำบทเรียนโศกนาฏกรรมสึนามิมาปรับปรุง แก้ไข และเตรียมทุกๆ ขณะของความพร้อมก่อนเหตุจะเกิดหรือไม่

หรือผู้มีอำนาจจะต้องรอให้มีกองศพสูงเสียดฟ้าอีกมากเท่าใด ประเทศไทยจึงจะเปลี่ยนแปลง...???

http://www.thairath.co.th/content/life/55245

บลายธ์แท้ VS บลายธ์ก๊อบ ความสุขต่างระดับ

บลายธ์แท้ VS บลายธ์ก๊อบ ความสุขต่างระดับ

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
22 ธันวาคม 2552 20:26 น.






“390 บาทจ้า 390 บาท เลือกเลยจ้า หยิบเลยจ้า ราคาไม่แพง”

น้ำ เสียงเจื้อยแจ้วของแม่ค้าวัยกลางคนในสำเพ็ง เรียกความสนใจจากเด็กๆ และหญิงสาวหลายต่อหลายคน ให้หยุดแวะที่ลังกระดาษใบใหญ่ข้างกายแม่ค้าที่มีสินค้าสุดฮิตบรรจุอยู่เต็ม ลัง

หาก ใครมีโอกาสแวะไปเยือนสำเพ็ง คงเห็นพ้องกันว่าจำนวนคลื่นคนที่เบียดเสียดกันอยู่ตามแผงลอยขายตุ๊กตาหน้าตา คล้ายๆ ตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) นั้น ช่างมากมายล้นหลามราวกับ 'แจกฟรี' ก็มิปาน
ภาพผู้คนที่เบียดเสียดกันมุงดูและเลือกซื้อบลายธ์สำเพ็งคราวละหลายๆ กล่องนี่เอง ทำให้เราอดสังสัยไม่ได้ว่า ในมุมมองคนเล่นบลายธ์แท้ราคานับหมื่นนับแสนบาทนั้น เขามองปรากฏการณ์ความนิยมของตุ๊กตาคล้ายบลายธ์นี้ด้วยสายตาแบบไหน






เสียงสะท้อนจากสาวกบลายธ์

“ไม่แฮปปี้อย่างแรง”

ศักรวัสตร์ ตระการสันติกุล นักสะสมบลายธ์ตัวพ่อผู้เป็นเจ้าของ 'น้องบลายธ์' ของแท้ลิขสิทธิ์ถูกต้องกว่า 350 ตัว และเจ้าของบริษัทผู้ผลิตและส่งออกกระเป๋าใส่บลายธ์ เอื้อนเอ่ยความรู้สึกที่มีต่อบลายธ์เก๊และเจ้าของบลายธ์เก๊เหล่านั้น ก่อนขยายความเพิ่มเติมว่า

“บลายธ์ เก๊วางขายตามลังเบียร์แถวสำเพ็งเต็มไปหมด เห็นแล้วไม่แฮปปี้ ไม่ถูกต้องครับ ลอกเลียนแบบกันอย่างนี้ พ่อแม่ที่คิดว่าหากซื้อบลายธ์จริงราคาแพงให้ลูกอาจไม่คุ้มค่า เลยซื้อของลอกเลียนแบบที่ราคาถูกให้แทนก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างมีเงิน แล้วยังซื้อของเก๊อยู่ เราจะคาใจนะว่าทำไมเขานิยมชมชอบบลายธ์พวกนั้น”

นอกจากนี้ ศักรวัสตร์ยังอธิบายคร่าวๆ ถึงหลักการสังเกตและจับผิดบลายธ์เก๊ว่า แค่สัมผัสวัสดุบนตัวบลายธ์ก็บอกได้ถึงความแตกต่างแล้ว ทั้งลักษณะเนื้อพลาสติก โครงร่าง แขนของบลายธ์จริงจะไม่กางออกมากๆ เหมือนกับบลายธ์ปลอม ของจริงจะหน้าเรียบ ไม่มีคิ้ว ส่วนบลายธ์ปลอมโครงหน้าจะผิดสัดส่วน ไม่คม ดูหนาๆ






อย่างไรก็ดี แม้กระแสบลายธ์เก๊กำลังฟีเวอร์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ศักรวัสตร์รู้สึกว่าคุณค่าของบลายธ์แท้จะหม่นหมองลงไปเมื่อ ถูกเลียนแบบ

“เป็นเจ้าของบลายธ์จริงจะรู้สึกภูมิใจมากกว่านะ คุณค่าทางจิตใจระหว่างคนที่มีของจริงกับของปลอมเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว นานๆ ไปเกิดเบื่อก็ขายต่อได้ในราคาที่ค่อนข้างสูงต่างกับของปลอมแน่นอน”






ในความเห็นของสาวกบลายธ์ผู้นี้ การมาถึงของบลายธ์เก๊ตัวละไม่กี่ร้อยบาทที่วางขายเกร่อในย่านสำเพ็ง จึงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบลายธ์จริงเพียงเล็กน้อย และเขาก็เชื่อมั่นว่า บริษัททาการ่า (Takara) ผู้ผลิตบลายธ์ของจริงในญี่ปุ่น คงไม่ปล่อยให้ บลายธ์เก๊ทั้งหลายลอยนวลเป็นแน่ เร็วๆ นี้คงมีมาตรการจับกุมหรือเข้มงวดในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์บลายธ์มากขึ้น





ไม่ได้ก็อบนะ จะบอกให้

ข้อสังเกตของศักรวัสตร์เรื่องการเข้มงวดกับสินค้าละเมิดลิขสิทธ์ ชวนให้นึกถึงบางถ้อยคำจากแม่ค้าสำเพ็งที่บอกกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

“ใครหาว่าก็อป ขอบอกว่าไม่ใช่ของก็อบนะจ๊ะ มีไหมคำว่า 'บลายธ์' บนกล่องน่ะ ไม่มีเลยสักคำ”

ขณะที่ผู้คนยังคงคึกคักอยู่รายรอบ จู่ๆ ป้าอร (นามสมมุติ) ก็ออกตัวแรง ทั้งที่ยังไม่มีใครว่าอะไรสักคำ ราวกับว่ากระแส 'บลายธ์ก็อบ ณ สำเพ็ง' ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ อีกมุมหนึ่งก็ทำให้แม่ค้าพ่อค้าเกิดความหวั่นระแวง ดังที่ลูกสาวของป้าอร สละเวลาค้าขายมาขยายความให้ฟังว่า

“กลัว เทศกิจค่ะ กลัวเขามาจับ เขาหาว่าเป็นของก็อป ถ้าไปถามแม่ค้าในสำเพ็ง เรื่องตุ๊กตาเลียนแบบบลายธ์ ไม่มีใครเขาอยากบอกหรอก ตัวพี่เองก็รู้แค่ว่าของส่งมาจากเมืองจีน มีคนจีนส่งมา ไม่รู้มากไปกว่านี้ค่ะ ตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาส่งมายังไง”

น้ำเสียงหวั่นๆ ของลูกสาวป้าอรที่ขอร้องไม่ให้เอ่ยนามจริงของเธอกับแม่ คล้ายเป็นภาพแทนของผู้ค้าที่ดูจะระแวงและหวาดกลัวกับข้อกล่าวหาทำนองว่าขาย สินค้าปลอมแปลง ลอกเลียนแบบ หรือละเมิดลิขสิทธิ์

และอาจเพราะความหวาดระแวงที่ว่านี้เอง จึงทำให้ป้าอรต้องปล่อยหมัดเด็ดออกมาเป็นระยะ

“ไม่ใช่บลายธ์นะจ๊ะ ไม่ใช่บลายธ์ บนกล่องมีคำว่าบลายธ์สักตัวไหม ไม่มีเลยจ้ะ”

จริงของป้า แม้รูปลักษณ์ตุ๊กตาหัวโต ตากลมบ้องแบ๊ว เสื้อผ้าสวยสดที่บรรจุในกล่องพลาสติกใสนั้น มองผ่านๆ อาจจะแลดูคล้ายคลึงกับน้องบลายธ์ตัวละเป็นหมื่นเป็นแสนบาทของชาวไฮโซ แต่สินค้าของป้าก็ไม่ใช่ 'Blythe' สักหน่อย เพราะบนกล่องเขียนไว้ว่า 'Blybe' ต่างหาก





สีสันบลายธ์เก๊

นอกจากความเห็นของสาวกบลายธ์และปากคำจากแม่ค้าแล้ว ทัศนะของคนที่เลือกซื้อตุ๊กตาคล้ายบลายธ์จากสำเพ็ง ก็เป็นแง่มุมที่ไม่อาจละเลย ด้วยอาจเชื่อมโยงไปสู่เหตุปัจจัยที่ลึกลงไปว่า หากไม่นับความคล้ายคลึงเพียงผาดเผินที่เหมาะสำหรับซื้อหาไปฝากลูกเด็กเล็ก แดงแล้ว 'บลายธ์สำเพ็ง' ยังมีเสน่ห์อื่นใดอีกบ้าง จึงเรียกความสนใจจากผู้คนได้อย่างล้นหลาม

“น้องบลายธ์ที่ขายในสำเพ็ง เขาจะไม่เรียกกันว่า 'บลายธ์ก็อบ' นะครับ แต่เขาจะเรียกว่า 'น้องสำเพ็ง' บางคนเขาก็เรียกว่าน้อง 'เกือบเหมือนบลายธ์'”

เป็นคำบอกกล่าวอย่างอารมณ์ดีจาก แจ็ค-กรัณฑรัชต์ สุขน้อย หนุ่มหน้ามนที่หลงใหลการ 'คัสตอม' ( Custom) หรือดัดแปลง 'น้องสำเพ็ง' ให้มีรูปโฉมที่ไฉไล เพิ่มดีกรีความคล้ายคลึงบลายธ์แท้ยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นเดียวกับที่ในแวดวงคนรักบลายธ์นิยมนำบลายธ์ไปคัสตอม เช่น ขัดหน้าให้เรียบเนียน ซึ่งคำว่า คัสตอม ย่อมาจาก Customize ซึ่งมีความหมายว่า 'ทำขึ้นเอง' โดยในแวดวงคนเล่นบลายธ์มักเรียกสั้นๆ ว่า คัสตอม ส่วนคำว่าโม ก็หมายถึง โมดิฟาย (modify) ที่แปลว่าดัดแปลง

แจ็ค ขยายความกับเราว่า คัสตอม มักใช้กับการดัดแปลงในส่วนเล็กๆ เช่นขัดหน้า เปลี่ยนขนตา เปลี่ยนสีตา แต่การโม ก็คือเปลี่ยนรูปลักษณ์ตุ๊กตาใหม่ทั้งตัว
แจ็คบอกว่าเขาไม่ได้ทำขายหรือเป็นมือวางอันดับหนึ่งในการก็อบปี้ บลายธ์ แต่แจ็คเป็นแค่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะบริหารการจัดการอุตสาหกรรม ที่รู้สึกสนุกกับการดัดแปลง ตกแต่งน้องสำเพ็งที่มีหน้ามันสะท้อนแสง ให้มีผิวหน้าที่ดูเรียบเนียน นุ่มละมุนขึ้น

“เสน่ห์ของน้องสำเพ็งอยู่ที่ความสนุกในการโมดิฟายครับ เวลาผมซื้อมาแล้วก็ต้องโมดิฟายหรือคัสตอมอัพเกรด แต่ถ้าผมมีบลายธ์แท้จริงๆ ผมก็ไม่กล้าคัสตอมเองหรอก ซื้อมาตั้ง 6,000 บาท ถึงแม้ผมจะรู้สึกว่าผมมีฝีมือโอเคแล้ว แต่ผมจะยอมเก็บเงินอีก 2,000 บาท เพื่อไปคัสตอม ร้านไฮโซๆ ที่เขารับดัดแปลง รับโมดิฟายบลายธ์โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นน้องสำเพ็ง เราสามารถเล่นกับมันได้เต็มที่”

นั่นเป็นเรื่องสมมติ แต่เมื่อวันนี้ แจ็คยังไม่ได้ครอบครองบลายธ์แท้ การคัสตอมน้องสำเพ็งให้ดูดีจึงเป็นเรื่องสนุกและท้าทาย ดังที่แจ็คแจกแจงขั้นตอนการคัสตอมให้เราฟังคร่าวๆ

“เริ่มแรก ผมก็จะแยกหัว ถอดตาออกมา พอเหลือหน้าเปล่าๆ ก็จะขัดหน้าด้วยฟองน้ำชนิดพิเศษเรียกว่า เมจิค สป็อค ขัดสีออกให้หมด พอขัดสีออกหมดแล้วหน้าน้องสำเพ็งก็จะยังลื่นๆ มันๆ ผมก็จะเอากระดาษทรายเบอร์ 600 ขัดวนไปเรื่อยๆ แล้วระหว่างขัด ก็เอาฟองน้ำเช็ดออกด้วย เพราะมันจะมีฝุ่น มีเศษพลาสติกจากการขัด จากนั้น เราก็ใช้กระดาษทรายเบอร์ 1000 ขัดให้ละเอียดมากขึ้น

“จาก นั้นก็ถึงขั้นตอนการตกแต่งปาก ซึ่งเป็นอะไรที่ยากที่สุดแล้ว เพราะการจะทำให้ดูเหมือนของแท้หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่การกรีดปากนี่แหละครับ ซึ่งการจะกรีดปากให้ดูมีมิติ เผยอนิดๆ ก็จะอยู่ที่ขั้นตอนนี้ เพราะปากของน้องสำเพ็งเป็นปากที่ไม่มีมิติอะไรเลย ผมก็ต้องนำไปตกแต่งให้มันมีมิติ มีริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง ทำให้ปากมันยิ้มได้ แต่ถ้าเป็นของแท้ เวลาเขาไปคัสตอม เขาจะมีเครื่องมือที่ใช้ตกแต่งแบบราคาแพงพอสมควร เป็นเครื่องมือจากญี่ปุ่น เอาไว้แต่งปาก เซาะร่องจมูก แต่สำหรับผม ผมจะตกแต่งด้วยการใช้ตะไบชุดเล็ก แต่มันก็จะไม่ละเอียดเท่ากับร้านคัสตอมแพงๆ”

สำหรับแจ็ค การกำเนิดขึ้นของน้องสำเพ็งหรือบลายธ์สำเพ็ง ได้กลายเป็นที่มาของงานอดิเรกที่ทำให้เขาสนุกกับมัน และใช้เวลาว่างไปกับการครีเอตไอเดียและลูกเล่นต่างๆ ขณะเดียวกันแจ็คก็สะท้อนว่า สำหรับคนที่มีฝีมือในการคัสตอม และดัดแปลงได้อย่างชำนาญ ทั้งมีเครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง มีประสิทธิภาพ ก็สามารถทำให้น้องสำเพ็งดูดีคล้ายคลึงบลายธ์แท้ได้มากที่สุด และน้องสำเพ็งจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกกว้านซื้อไป ก็คงมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังเดินทางสู่กระบวนการคัสตอมอย่างพิถีพิถัน

หากเป็นเช่นนั้น เราจึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า การคัสตอมได้อย่างแนบเนียนอาจนำไปสู่การปลอมแปลงว่าเป็นบลายธ์แท้ ดังที่ศักรวัสตร์แสดงความกังวล

ต่างระดับ...ก็สุขได้

แต่ไม่ว่าบลายธ์แท้ บลายธ์ปลอมหรือน้องสำเพ็ง ต่างก็ล้วนมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่นนี้แล้ว คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า ในความต่างของระดับราคา ยังมีความสุขที่ไม่ว่าคนรักตุ๊กตาแบบไหน ก็สามารถครอบครองได้ไม่ต่างกัน
ดังที่ สุดารัตน์ บุตรพรหม หรือ ตุ๊กกี้ นักแสดงและตลกสาวมากความสามารถ ทั้งเป็นนักสะสมตุ๊กตาบลายธ์ สะท้อนแนวทางของเธอว่า แม้จะเล่นบลายธ์แท้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ก่อนจะแสดงความเห็นถึงกระแสบบลายธ์ปลอมที่สำเพ็งว่า จริงๆ แล้วที่สำเพ็งก็มีร้านที่ขายบลายธ์แท้ ซึ่งเธอก็ซื้อบลายธ์ตัวแรกจากที่นี่

“แต่ที่บอกว่าก็อบปี้ขาย เขาไม่ได้ขายตามร้าน เขาขายตามทางเดิน ซึ่งคนที่เล่นบลายธ์จะดูออกเลยว่าเป็นของปลอม อย่างราคาตอนนี้ก็อยู่ที่ 300 บาท จากที่เมื่อก่อนขาย 900 บาท ตุ๊กกี้ว่าดีนะ เหมาะสำหรับเด็กที่ไม่มีรายได้ เพราะไม่ว่าขนาด องค์ประกอบต่างๆ ของบลายธ์ปลอมก็คล้ายบลายธ์แท้ มันต่างกันแค่ที่ผิว ผม แล้วบลายธ์แท้จะหักมือได้ แต่ของปลอมจะหักไม่ได้ ยืนแข็งอย่างเดียว ผิวที่สัมผัสก็จะหยาบกว่าของแท้ ผมก็จะหยาบกว่า แต่ที่สำคัญก็คือ บลายธ์ปลอมสามารถนำไปโมได้ด้วย ตุ๊กกี้เคยซื้อบลายธ์ปลอมแล้วนำไปโม พอโมเสร็จก็เอามาหลอกให้หลานเล่น มันเหมือนบลายธ์แท้มาก ”

แต่ไม่ว่าจะดัดแปลงได้เหมือนแค่ไหน บลายธ์แท้ ก็ย่อมเป็นบลายธ์แท้ กระนั้น ก็ใช่ว่าของปลอมจะไร้แง่มุมดีๆ ดังความเห็นที่ตุ๊กกี้ทิ้งท้ายไว้

“ต่อ ให้ก็อบปี้เหมือนแค่ไหนมันก็ยังมีความต่างระหว่างของแท้-ของปลอม ซึ่งอยู่ที่ผู้บริโภคว่าเขาเลือกที่จะบริโภคแบบไหน ถ้าเกิดว่ารักด้วยใจ สะสมด้วยใจ หรือว่ามีเงินจริงๆ ก็ซื้อของแท้ไป แต่ถ้าคิดว่าแค่ฉาบฉวย ซื้อไว้เล่นขำๆ หรือสำหรับเด็กที่เห่อของและเบื่อเร็ว ก็ควรจะซื้อของปลอม แต่คนที่มีของจริงในมือ แค่หลับตาข้างเดียวดูก็รู้ว่าปลอม ติ่งหูมันก็ดูออก จับผมก็รู้เลย แขนก็ไม่เหมือนกัน งอขาก็ไม่ได้”





คุณค่าระหว่าง ของแท้-ของปลอม

แม้กลุ่มเป้าหมายอาจจะต่างกัน แต่เมื่อทั้งบลายธ์แท้ บลายธ์ปลอม บลายธ์สำเพ็ง ต่างก็กำลังไต่ระดับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มุมมองจากนักการตลาดที่มีต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำว่า 'คุณค่า' ถูกยกนำมาเปรียบเทียบกัน ระหว่างสินค้าออริจินัลและของเลียนแบบ เช่นที่ อาทิตย์ โกวิทวรางกูร นักการตลาด ให้เหตุผลในประเด็นดังกล่าวว่า เมื่อมีตุ๊กตาบลายธ์ปลอมเกิดขึ้นในตลาด คุณค่าของสินค้าออริจินัลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงย่อมขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้บริโภค เป็นหลัก ด้วยเหตุผลที่ว่า แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

“ถ้าหากเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ต้องการตุ๊กตาบลายธ์จริง แค่ต้องการอะไรสักอย่างหนึ่งให้ชีวิตมีสีสัน เล่นกับมันได้ ในแง่นี้ ตุ๊กตาบลายธ์ก็ไม่ได้มีคุณค่าเพิ่ม เพราะเขาอาจเจอทางเลือกอื่น ประหยัดกว่า ตอบโจทย์ได้เหมือนกัน แต่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนที่มีเงินอยู่แล้ว และไม่ได้รู้จักตุ๊กตาบลายธ์ พอไปเห็นตัวที่เลียนแบบก่อนเกิดความสนใจ แล้วค่อยไปศึกษาข้อมูลของจริง กลุ่มนี้อาจจะหันมาหาของที่เป็นออริจินัลจริงๆ เพราะเขามีกำลังซื้อที่มากพอ แล้วก็ค่านิยมของเขาก็ไม่อยากได้ของกระจอก ในแง่นี้พอมีของปลอม คุณค่าของตุ๊กตาบลายธ์จริงก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งมันแล้วแต่กลุ่มผู้บริโภค”

สำหรับตัวจุดกระแสหลักให้ตุ๊กตาบลายธ์ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างและแพร่หลาย นักการตลาดคนเดิมมองว่า ในเมืองไทยมีกลุ่มดาราเป็นตัวจุดกระแส เพราะแรกเริ่มเดิมที คนที่เล่นตุ๊กตาบลายธ์จะอยู่ในวงสังคมชั้นสูงที่มีเงิน แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนกระทั่งมีดาราหลายคนเริ่มหันมานิยมเล่นและบางคนก็ทำเป็นธุรกิจด้วย

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงวิธีการทำการตลาดของตัวตุ๊กตาบลายธ์เองที่พยายามสร้างกระแสความ สนใจผ่านสื่อ ทั้งที่อาจจะมาจากกลุ่มคนเล่นหรือเจ้าของสินค้าก็ได้ และในบุคลิกของตุ๊กตาบลายธ์เองก็มีลูกเล่นเยอะให้สาวกได้สนใจกันไม่น้อย เช่น น่ารัก หัวโต ตาโต แต่งตัวได้

“มัน รวมไปถึงการที่เขาพยายามเซตรูปตุ๊กตาบลายธ์ลงในสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือ อินเทอร์เน็ต พอคนเห็นก็เกิดความสนใจ โดยเฉพาะการส่งต่อทางอีเมล มันสร้างแรงดึงดูดได้มากพอสมควร ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งให้ตุ๊กตาบลายธ์ได้รับความสนใจในวง กว้างขึ้น แล้วแต่คนจุดกระแสหลักว่าเขาจะสร้างกระแสให้มันได้รับความนิยมต่อเนื่องไหม และทุกวันนี้เราก็ได้เห็นสินค้าที่นอกเหนือจากตุ๊กตาบลายธ์ เช่น เสื้อยืดสกรีนรูปตุ๊กตาบลายธ์ ซึ่งมันก็เป็นการต่อยอดหรือจุดกระแสให้มันฮิตต่อไปได้”

……….......

ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า 'น้อง Blybe' หรือ 'น้องสำเพ็ง' เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง ด้วยการมีเสื้อยืด กระเป๋า สกรีนภาพออกมาเจาะตลาดบ้าง ก็อาจจะทำให้ตลาด Blythe และ Blybe เพิ่มความสนุกเร้าใจยิ่งขึ้นก็เป็นได้ ใครจะรู้
……….

เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : ทีมภาพ CLICK

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156827

จีนจำคุก 11 ปี นักรณรงค์ปฏิรูปการเมืองตัวเอ้ หลิว เสี่ยวปอ

China - Manager Online
จีนจำคุก 11 ปี นักรณรงค์ปฏิรูปการเมืองตัวเอ้ หลิว เสี่ยวปอ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
25 ธันวาคม 2552 13:46 น.


หลิว เสี่ยวปอ


เอเจนซี-ศาลกรุง ปักกิ่งตัดสินจำคุกนักรณรงค์ปฏิรูปการเมืองตัวเอ้ หลิว เสี่ยวปอในเช้าวันนี้(25 ธ.ค.) ด้วยโทษจำคุก 11 ปี พร้อมริบสิทธิด้านการเมืองสองปี ในความผิด “ยุแหย่การบ่อนทำลายอำนาจรัฐ” ด้วยงานเขียนเรียกร้องเสรีภาพพลเรือนและระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการ เมือง

หลิว เสี่ยวปอ ซึ่งจะมีอายุ 54 ปี ในวันจันทร์นี้(28 ธ.ค.) เคยเข้าร่วมการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 2532 (1989) และเป็นหนึ่งในผู้เขียนแถลงการณ์ “กฎบัตร 08” ซึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการปฏิรูประบอบคอมมิวนิสต์แบบพรรคเดียวของประเทศจีน กลุ่มเครือข่ายปกป้องสิทธิมนุษยชนจีน ระบุว่ามีประชาชนมากกว่า 10,000 คน ได้ร่วมลงนามแถลงการณ์ กฎบัตร 08

หลิวยืนฟังคำพิพากษาในศาลประชาชนระดับกลางในกรุงปักกิ่งโดยศาลไม่ เปิดโอกาสให้เขาโต้แย้งใดๆด้านหลิว เสีย ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของนายหลิว เดินทางมายังศาลภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเช้าวัน ตัดสินฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปฟังการพิจารณาคดีตั้งแต่วันพุธ(23 ธ.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกของการพิจารณาคดี

ติง ซีขุย หนึ่งในทนายของหลิว เสี่ยวปอ เผยว่า ขณะนี้ เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าหลิว จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ โดยหลิวมีเวลา 10 วัน ในการตัดสินยื่นอุทธรณ์

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่จีน เผยว่าผู้พิพากษาได้อ่านคำตัดสิน “ศาลได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการพิจารณาคดีนี้ และได้ให้การคุ้มครองสิทธิของจำเลยอย่างเต็มที่”

หลิวได้ถูกคุมขังมาเป็นเวลาปีกว่า โดยเขาถูกจับกุมตัวไม่กี่วันก่อนมีการเผยแพร่กฎบัตร 08 ทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2551 ในวาระครบรอบคำประกาศสากลด้านสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)

กลุ่ม รณรงค์สิทธิมนุษยชนชี้ว่าศาลจีนได้ฉวยโอกาสเทศกาลวันหยุดคริสมาสต์ประกาศคำ พิพากษาโทษหลิว เสี่ยวปอ เพื่อที่จะไม่ให้ตกเป็นเป้าความสนใจของนานาชาติมากโดยเฉพาะในโลกตะวันตกที่ จับจ้องการดำเนินคดีหลิว โดยกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ตะวันตกชี้ว่าการดำเนินคดีหลิว เสี่ยวปอ เป็นการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลจีน

ด้านสำนักข่าวซินหัวได้เผยแพร่ข่าวการตัดสินจำคุกหลิว เสี่ยวปอ ในสื่อภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยไม่มีการเผยแพร่ทางสื่อภาษาจีน ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าจีนต้องการสนองการบริโภคของต่างชาติเท่านั้น และไม่ต้องการให้ประชาชนจีนรู้ข่าวทำนองนี้ ซินหัวระบุว่า “การพิจารณาคดีได้เปิดสู่สาธารณะ จำเลยมีทนายสองคนแก้ต่าง และครอบครัวของเขาก็ได้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี”

นักการทูตอเมริกันในกรุงปักกิ่ง กรีกอรี เมย์ แถลงว่า สหรัฐอเมริกาวิตกอย่างลึกซึ้งต่อคำตัดสินคดีของหลิว เสี่ยวปอ และเรียกร้องรัฐบาลจีนปล่อยตัวนายหลิว

ระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีนายหลิว เมื่อวันพฤหัสฯ(24 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่จีนก็ออกโรงประณามกลุ่มการทูตต่างชาติ “แทรกแซง” หลังจากที่จีนขัดขวางกลุ่มการทูตจากสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และยุโรป เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี


ผู้เดินขบวนถือภาพ หลิว เสี่ยวปอ บริเวณด้านนอกสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯในฮ่องกงวันที่ 23 ต.ค. ระหว่างการประท้วง ซึ่งได้เรียกร้องให้ผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพประธานาธิบดีบารัค โอบามา กระตุ้นให้รัฐบาลจีนปล่อยตัวกลุ่มที่มีความเห้นไม่ลงนรอยกับรัฐบาลทั้งหมด -ภาพรอยเตอร์

Phelim Kine นักวิจัยด้านเอเชียแห่งกลุ่มฮิวแมน ไรทซ์ วอทช์ ชี้ถึง คำตัดสินโทษหลิว เสี่ยวปอ เป็นการบิดเบือนความยุติธรรม “คำตัดสินนี้ เป็นทั้งการโจมตีส่วนบุคคลและเป็นโศกนาฏกรรมของหลิว เสี่ยวปอ โดยที่เขาไม่มีความผิดใดๆนอกไปจากเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพดังที่ระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญของจีน

กลุ่มผู้สนับสนุนหลิว ได้เผยแพร่คำตัดสินฯใน Twitter ในทันที แม้จีนบล็อกการเข้าสู่ Twitter แต่ชาวจีนก็สามารถเข้าถึงสื่อนี้ได้โดยเลี่ยงการควบคุมของอินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ติดตามความเคลื่อนไหวของหลิว นับแต่เขาเข้าร่วมประท้วงอดอาหารเพื่อสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของ กลุ่มนักศึกษาปี 2532 จากนั้น ไม่กี่วันกองทัพก็ได้เคลื่อนเข้ามาปราบปรามกลุ่มนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอัน เหมินวันที่ 4 ม.ย.

หลิวถูกจำคุก 20 เดือน จากเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน และยังถูกเจ้าหน้าที่จีนลงโทษอีกครั้งในต้นทศวรรษที่ 1990 โดยถูกจับไปอยู่ค่ายแรงงานเป็นเวลาสามปี ต่อมายังถูกคุมขังในบ้านพักอีกแปดเดือน แต่หลิว ก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ทั้งยังได้ร่วมจัดตั้งกลุ่ม Independent Chinese PEN ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านการเซนเซอร์และการควบคุมทางการเมือง



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลจีน นัดชี้ชะตา "หลิว เสี่ยวปอ" นักเคลื่อนไหวปชต. วันคริสต์มาสนี้
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000158262